ก่อนออกเดินทาง 2 วัน เล็งแล้วว่ามีวันหยุดติดกัน 3 วัน คือ 5-7 ธ.ค. อยากจะไปไหนซักที่

พอดีว่ามีคนรู้จักที่น่าจะนำเที่ยวได้บ้างอยู่พิษณุโลก เลยตัดสินใจไปซื้อตั๋วรถไฟไปพิษณุโลก

แต่พอไปถึงหัวลำโพง ตั๋วจากกรุงเทพไปพิษณุโลก ของคืนวันที่ 4 เต็มซะงั้น

ความคิดตอนนั้นคือ ยังไงก็จะไป เอาวะ...ลางานซักวันจะเป็นไรไป

ออกเดินทางคืนวันที่ 3 ธ.ค. เลยดีกว่า มีตั๋วรอบ 4 ทุ่มชั้น 2 นั่งพัดลมว่างอยู่  ......

 

วันพุธที่ 3 ธ.ค.

เอาเป้คู่ใจไปฝากไว้ที่หัวลำโพงแต่เช้า แล้วค่อยไปทำงาน จะได้ไม่ต้องตอบคำถามผู้คนมากมายว่าจะไปไหนๆๆๆ

เพราะตั้งใจไว้ว่าจะมาลาป่วยทีหลัง ไม่อยากบอกใครว่าแอบไปเที่ยว อิอิ

 

เวลา 22.00 น. พอดิบพอดี เจ้ากิ้งกือยักษ์ฉึกฉักๆขยับแข้งขยับขาพาฉันซ้อนหลังไป

จุดหมายแรก คือ พิษณุโลก แต่หลังจากนั้นจะไปไหน ทำอะไรต่อ ฉันไม่รู้ แล้วแต่หัวใจจะพาไป

เป็นครั้งแรกที่ออกเดินทางเพียงลำพัง รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยถึงปานกลาง

40 นาทีผ่านไป คุณป้าไฮโซที่นั่งข้างๆหลับไปตั้งนานแล้ว แต่ฉันยังตาสว่างอยู่เลย

ก็เลยเดินไปนั่งตรงตู้เสบียงสั่งโค้กกระป๋องมาดื่มให้ชุ่มฉ่ำหัวใจ นั่งชมวิวซักพักก็กลับมาจุ้มปุ๊กที่เบาะนั่งของตัวเอง

เห็นกลุ่ม 4 คนที่นั่งถัดไปสัมภาระรุงรัง เสื้อหนาวก็หนาเตอะ ดูท่าคงจะไปขึ้นดอยตั้งแค้มป์ที่ไหนซักแห่ง

ใจฉันก็อยากถามเหมือนกัน เผื่อว่าจะติดตามไปด้วย แต่ก็นั่งมองนิ่งๆไม่ได้ถามอะไร

ค่ำคืนในรถไฟมันหนาวเหน็บเสียจริง เพราะหน้าต่างที่เปิดคาไว้พาลมยะเยือกพัดมาตลอดทาง

โดยไม่มีใครคิดจะปิดเลยซักคน ฉันหยิบเสื้อหนาว(บางๆ)มาใส่ก็แล้ว ยกฮูดมาคลุมหัวก็แล้ว

ใส่หมวกทับก็แล้ว เอาผ้าพันคอพันก็แล้ว แต่ฉันก็ยังหนาวสั่นอยู่ดี ได้แต่ข่มตาหลับรอเวลาเช้าให้ถึงที่หมายเร็วๆ

 

วันพฤหัสที่ 4 ธ.ค.

เจ้ากิ้งกือยักษ์มาจอดที่สถานีพิษณุโลกตอนประมาณตี4.45 ไม่รู้จะไปไหน สมองว่างเปล่า เดินแก่วๆไปเรื่อย

คิดว่าจะไปขึ้นรถไปเที่ยวสุโขทัยดีกว่า แต่รถยังไม่มี คุณพี่วินมอไซค์เลยแนะนำให้ไปสถานีขนส่ง 40 บาทเอง ...ไปก็ไป

ยืนดูรอบรถอยู่หน้าบอร์ด เล็งๆว่ามีที่ไหนน่าสนใจบ้าง

ไปหนองคายแล้วข้ามไปลาวดีมั้ยน้ออออ พาสปอร์ตก็เอามาด้วย จะได้ชิวๆไปวังเวียง หลวงพระบาง

แต่รถมันไปถึงแค่อุดรเองอ่า รถรอบ 8.30 น. เดินไปช่องขายตั๋วก็ยังไม่เปิด เลยไปอาบน้ำที่เกสต์เฮาส์ก่อน 20 บาทเท่านั้น

พอเดินสบายตัวสบายใจออกมา เกือบๆ 6 โมงเช้าแล้ว เห็นรถไปเชียงใหม่จอดอยู่ กำลังจะออกอีก 5 นาที

จึงตัดสินใจทันควันซื้อตั๋ว ขึ้นรถเลย .....แล้วยังไงต่อล่ะ .....

เอาเป็นว่าไปเชียงใหม่ก่อนละกัน ยังไงก็พอคุ้นเคยมากกว่าที่นี่

ระหว่างทางก็คิดไปเรื่อย บังเอิญว่ามีพี่คนหนึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับ อ.แม่แจ่ม มาพอดี คิดว่าก็น่าสนใจเหมือนกัน เอาเป็นว่า ไปแม่แจ่มก็แล้วกันเนอะ

รถทัวร์มาจอดที่เชียงใหม่ประมาณบ่ายโมง ต้องหาที่พักคืนนี้ให้ได้ก่อน

เลยเหมารถแดงคุณลุงในราคา 60 บาท ให้พาเข้าเมืองและไปส่งที่โรงแรมอะไรก็ได้ในเมือง

คุณลุงแนะนำโรงแรมมณฑา อยู่แถวๆไนท์บาซาร์ ห้องพัดลมไม่มีน้ำอุ่น คืนละ 300.- 

ระหว่างทางคุณลุงก็ถามว่า จะไปทำอะไรแม่แจ่ม กันดารมากนะ ไม่มีอะไรเลย กันดารสุดในเชียงใหม่เลยมั้งเนี่ย

.....หึหึหึ ....... ตัดสินใจจะไปแล้วนี่นา ลุงอย่ามาเปลี่ยนใจให้ยากเลย

เก็บของเข้าห้องเรียบร้อยก็ได้เวลาหาอะไรกินซักหน่อย ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่เช้าแล้ว

เลยแวะร้านข้างทางแถวนั้น พอกินเสร็จ...ก็งงอีกแล้ว ไม่รู้ทาง เดินดุ่มๆหลงไปหลงมา

แต่ก็ไม่เสียเวลาเปล่า เพราะได้เบอร์พี่คนนึงมา ชื่อพี่จิ๋ง ซึ่งพี่เค้าจะขึ้นแม่แจ่มพรุ่งนี้พอดี

เป็นคณะบริจาคของเด็กจากโรงแรมแชงกรี-ลา จะเดินทางไปที่โรงเรียนบ้านเฮาะวิทยา

ซึ่งอยู่เลยแม่แจ่มไปอีกกว่า 40 กิโล นัดแนะเวลากันพรุ่งนี้เจอกันที่โรงแรมตอนตี5.30

เดินผ่านร้านเช่ามอไซค์ นึกครึ้มอยากขี่ขึ้นมา ทั้งที่ไม่เคยขี่มาก่อนเลยในชีวิต

เช่าฟีโน่สีส้มมาขี่เล่น โดยขอเช่าในราคา 3 ชั่วโมง 15.00-18.00 เพราะจริงๆเค้าคิดราคาต่อ 24 ชั่วโมง เงินมัดจำก็ไม่พออีกต่างหาก

แหะๆ ต่อรองราคานิดหน่อย พี่เค้าก็หยวนๆ ..... ก็สนุกดีนะ เสียอย่างเดียว ไม่รู้ทางนี่สิ

 

ตอนติดไฟแดงอยู่บนถนน เลยถามกระบะคันข้างๆว่าขนส่งไปทางไหน คือจะไปซื้อตั๋วกลับกรุงเทพฯสำหรับคืนวันที่ 7 ธ.ค.

พอดี๊พอดีมอไซค์คันหลังกำลังจะไปแถวนั้น เค้าเลยอาสาขับนำทางไปให้

คุณพี่ใจดีคนนี้ชื่อว่า พี่กบ เป็นนักดนตรีอิสระ รับเล่นเปียโน กีตาร์ ตามร้านอาหารและโรงแรม

แล้วก็ได้รู้จักเพื่อนพี่กบ ชื่อ พี่เก๋ เปิดสตูดิโอถ่ายรูปอยู่ที่เซ็นทรัลกาดสวนแก้ว

ตอนค่ำๆเลยถือโอกาสไปดูพี่เค้าเล่นเปียโนที่ร้าน บ้านแก้วเฮือนคำ ซะหน่อย

อากาศที่เชียงใหม่เย็นเฉียบ พรุ่งนี้ที่แม่แจ่มจะหนาวขนาดไหนนะ ...... วันนี้เหน็ดเหนื่อยตาปิดลงตอนเที่ยงคืน

 

วันศุกร์ที่ 5 ธ.ค. 

ตั้งมือถือปลุกไว้ตอนตี4.15 อาบน้ำแต่งตัวเก็บของ แล้วCheck Out จากโรงแรมตอนตี 5 จ้างมอไซค์ไปส่งที่โรงแรมแชงกรี-ลา

ไปถึงก่อนเวลานัด 15 นาที ทุกคนขะมักเขม้นกับการขนของขึ้นรถ มีทั้งรถกระบะ รถแดง หลายคันทีเดียว

งานนี้เป็นงานใหญ่ ทั้งของและคนจึงเยอะเป็นพิเศษ อ่อ ลืมบอกไป พี่จิ๋งเป็นหัวแรงใหญ่ของโปรเจคนี้แหละ

 

กว่าจะเคลื่อนขบวนออกกันได้ก็ 6 โมงเช้า ขับไปตามเส้นทางที่จะขึ้นดอยอินทนนท์

แต่ตรงด่านตรวจที่ 2 จะมีทางแยกซ้ายเพื่อไปยังอ.แม่แจ่ม ซึ่งอยู่ด้านหลังของดอยอินทนนท์

ระหว่างทางจากด่านที่ 2 นี้สวยมากๆ ทำเอาฉันและผู้ร่วมเดินทางต่างก็ตื่นตาตื่นใจและตื่นเต้นกันถ้วนหน้า

ฟ้าก็เป็นใจเปิดโล่งให้ชมความงามได้เต็มตา แต่เนื่องจากทางค่อนข้างแคบไม่สามารถจอดแวะถ่ายรูปได้ น่าเสียดายเล็กๆ

 

มาถึงร้าน เมืองแจ่มโพสต์ อันเป็นร้านขายโปสการ์ดและกาแฟหนึ่งเดียวในแม่แจ่ม ราว 8-9 โมง เจ้าของร้านชื่อ พี่วี

แวะพักยักย้ายถ่ายโอนของและคนกันพักใหญ่กว่าจะลงตัว จึงได้เวลาเดินทางต่อไปยัง บ้านเฮาะ โรงเรียนบ้านเฮาะวิทยา

ซึ่งฉันก็ร่วมเดินทางไปกับคณะด้วย

ระหว่างทางนี้ก็สวยอีกเช่นกัน ฉันนั่งด้านหลังกระบะ ซึมซับบรรยากาศได้เต็มที่เลย

ไปถึงโรงเรียนตอนเที่ยง ได้เวลาน้องๆทานข้าวพอดี ทางคณะตระเตรียมอาหารกลางวันมาเลี้ยงน้องๆกว่า 100 ชีวิตด้วย

 

ของที่นำมาบริจาคก็เป็นพวก ผ้าห่ม ของเล่น เสื้อผ้า น้องๆจะได้มียูนิฟอร์มใส่กันถ้วนหน้า

ได้ซุกตัวในผ้าห่มอุ่นๆท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บบนดอย มีของเล่นเสริมจินตนาการ

เห็นน้องๆที่นี่ดูมีความสุข ฉันเองก็มีความสุขไปด้วย

ถึงแม้จะมีน้อย หรือดูว่ายากจน แต่ฉันเชื่อว่าเค้าก็มีความสุขมากกว่าคนที่มีมากแล้วไม่รู้จักพอ

 

ได้เดินดูหมู่บ้านหนึ่งรอบ เห็นชีวิตความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย ปลูกเองทำเองกินเอง พอเพียงดีจัง

ถ้าบอกว่าคนเมืองอย่างฉันอยากมีชีวิตแบบนี้บ้างจะเชื่อไหม...

 

ขากลับจากบ้านเฮาะสู่แม่แจ่ม นั่งกระบะหลังท้าฝุ่นฟุ้ง ทางทรหดเต็มไปด้วยหลุมบ่อ

แต่ทางบางช่วงกลับปูด้วยอิฐบล็อกตัวหนอน ช่างน่าแปลก ...

กลับมาถึงร้าน เมืองแจ่มโพสต์ ตอนบ่าย 3 นั่งพักดื่มกาแฟ อุดหนุนโปสการ์ดของพี่วี

พี่วีพาไปดูที่พักที่ วิวฝายรีสอร์ต แต่บรรยากาศค่อนข้างวังเวงและเพิ่งก่อสร้างเสร็จยังไม่เรียบร้อยดี

พี่วีใจดีเลยอนุญาตให้พักที่บ้านกับแฟนเค้าได้ ไม่เสียตัง

 

ทั้งๆที่เหนื่อยและง่วงจากการนั่งรถ แต่พอพี่จิ๋งและพี่วีออกปากชวนไปเที่ยววัดแถวนี้ ก็อยากไปกะด้วย คือ วัดพุทธเอ้น กับ วัดกองกาน

ได้ไปยลโฉมสะพานไม้ข้ามน้ำแจ่มสุดคลาสสิคด้วย มันคล้ายเมืองปายสมัยปู้นนนน ครั้งยังละอ่อนเสียจริง

มื้อเย็นแวะทานอาหารที่ร้าน ครัวไหล่หินทอง อิ่มอร่อยถูกปากไม่เสียตัง(อีกแล้ว) มื้อนี้ต้องขอบคุณพี่จิ๋งนะคะ

อาทิตย์ค่อยๆคล้อยต่ำลง จนลับขอบฟ้าในที่สุด นำพาความหนาวเย็นแผ่ซ่านปกคลุมร่างกายถ้วนทั่ว

 

บังเอิญว่าห้องพักที่พี่จิ๋งจองไว้ว่าง 1 ห้อง เนื่องจากเพื่อนเค้าเปลี่ยนแผนกลับไปเชียงใหม่ตั้งแต่บ่าย

ฉันเลยได้อานิสงค์มีห้องพักหลับนอนในคืนนี้ให้อุ่นกาย

ก่อนนอนนั่งเขียนโปสการ์ดถึงบรรดาเพื่อนฝูงที่ไม่มีโอกาสได้มาเที่ยวด้วยกัน

บอกเล่าเรื่องราวแสนสนุกผ่านตัวหนังสือ ติดแสตมป์ คอยเวลาให้มันโบยบินจากมือคุณบุรุษไปรษณีย์ไปถึงมือผู้รับในเร็ววัน

ฉันง่วนอยู่กับมันไม่นาน ก็เผลอหลับไปด้วยความง่วงที่ดึงเปลือกตาให้หนักอึ้งแล้วปิดลงในที่สุด

 

วันเสาร์ที่ 6 ธ.ค.

ตื่นนอนตอน 7.30 ทำธุระส่วนตัวยามเช้าเสร็จก็ไปจิบโอวัลตินร้อนๆที่ร้าน เมืองแจ่มโพสต์

เช้านี้พี่วีไม่อยู่ ออกไปดอยอินทนนท์กับเพื่อนตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง เหลือเพียงพี่เหน่ง (แฟนพี่วี) คอยดูแลร้านอยู่

พี่เหน่งจึงให้ฉันยืมมอไซค์ไปขี่เที่ยวรอบๆ

 

แผนการวันนี้ฉันก็ยังไม่ได้คิด แต่ก็จัดแจงเก็บของ Check Out เตรียมรอไว้ก่อน

แล้วก็พบว่า พี่จิ๋งที่ออกเดินทางกลับเชียงใหม่เมื่อตอนเช้าจ่ายค่าห้องให้ฉันเรียบร้อยแล้ว ... ขอบคุณอีกครั้งค่ะ

 

ฉันขี่รถเครื่องไปตามทางที่ไม่รู้จัก ตามถนนที่ไม่คุ้นเคย ขึ้นเขาขึ้นดอย เห็นนาข้าวขั้นบันไดที่แสนงดงามหลังฤดูเก็บเกี่ยว

ต้นไม้แห้งแล้งแผ่กิ่งก้านกำลังผลัดใบ ดอกหญ้าต้องลมไหวๆอย่างอ่อนช้อย ยิ่งขึ้นสูงท้องฟ้าก็ดูเหมือนจะยิ่งสวย

ฟ้าสีครามตัดกับภูเขาสีเขียว กองฟางสีเหลืองน้ำตาล รถเครื่องสีแดง ดอกหญ้าสีชมพู

ทุกสิ่งอย่างถูกแต่งแต้มสีอย่างสดใส พาให้หัวใจที่หลีกหนีความเหนื่อยล้าจากเรื่องราวโหดร้ายในเมืองใหญ่แช่มชื่นขึ้นในทันใด

เวลาดำเนินอย่างรวดเร็ว ... ก่อนเที่ยงเล็กน้อยฉันก็ตัดสินใจจะกลับเชียงใหม่

 

ไม่ใช่ว่าแม่แจ่มไม่ประทับใจ ไม่โดนใจแต่อย่างใด ....

ที่นี่งดงามมาก ธรรมชาติยังอยู่ดีสมบูรณ์ครบทุกประการ ผู้คนมียิ้มพิมใจแจกจ่ายมิตรภาพให้แก่กัน

แต่เพราะความอ่อนแอของฉันเอง ที่คิดไปว่า ที่นี่เหงาเกินกว่าที่จะมาคนเดียว และนึกไปถึงใครบางคน....

 

ฉันขึ้นรถเหลืองออกจาก อ.แม่แจ่มสู่ อ.จอมทอง ตอนเที่ยงตรง รถเคลื่อนอย่างใจเย็นมาตามทางที่คดเคี้ยวลงเขา

ได้กลิ่นเบรกไหม้แตะจมูกอยู่เนืองๆ เผลอสัปหงกหลับไปบ้างเป็นระยะ

จนมาถึงที่หมาย คือ วัดพระศรีจอมทอง จึงเข้าไปสักการะพระธาตุจอมทองเสียหน่อย ก่อนจะต่อรถเหลืองอีกสาย เพื่อเข้าเมืองเชียงใหม่

 

รถมาจอดที่หน้าตลาดประตูเชียงใหม่ราวๆบ่าย 3 ครึ่ง

รบกวนพี่กบให้หาที่พักราคาย่อมเยาให้ เอาแบบอยู่ในเมืองเดินทางสะดวก ใกล้ถนนคนเดิน (เรื่องมากไปป่าววะ)

ด้วยความอะไรซักอย่าง โชคดี? บังเอิญ? ใจดี? เพื่อนพี่กบ ชื่อว่า พี่เกด มีห้องว่างที่บ้านพอดี

จึงอนุญาตให้ไปค้างแรมที่บ้านได้ฟรีๆ ซึ่งบ้านพี่เกดก็อยู่ใจกลางเมือง แถวๆท่าแพด้วย ^^!

ได้ที่พักเรียบร้อย ก็ไปเช่ามอไซค์มาขี่เล่น (Honda Dream)....

อะไรจะบังเอิญขนาดนั้นที่ร้านเช่ามอไซค์ร้านนี้ เจ้าของเดียวกับร้านที่เช่าฟีโน่เมื่อวันก่อน เห็นหน้าเจ้าของแล้วตกใจเลย (คือ แกมี 2 ร้าน)

 

ไหว้สักการะ ครูบาศรีวิชัย ครู่หนึ่งก่อนขึ้นดอยสุเทพ ระหว่างทางเจอแก๊งค์เวสป้าวัยรุ่น 10 กว่าคัน แซ้บบบบโดนใจเจ้ม้ากมาก จึงขอชักภาพเป็นที่ระลึกเสียหน่อย

 

199 ขั้นของบันไดนำทางขึ้นสู่พระธาตุดอยสุเทพ  ยาม 6 โมงเย็น ชมวิวเมืองเชียงใหม่จากจุดนี้สวยงามดีจริง

ลงจากดอยเข้าเมืองมาเดินเล่นที่ถนนวัวลาย เป็นถนนคนเดินวันเสาร์ กินนู่นนี่ ช้อปปิ้งไปเรื่อย

จนถึง 3 ทุ่มก็ไปเดินถนนคนเดินอีกที่หนึ่ง ถนนนิมมานเหมินต์ซอย 1 ที่นี่ดูค่อนข้างไฮโซ

มีเหล่าคนดังมาให้กระทบไหล่มากมาย อย่างเช่นคุณเสนาลิง คุณสมศักดิ์ ชลาชล

พอขากลับขี่รถเครื่องบรึ้นๆ ก็หลงทางอีกตามเคย หลุดไปไกลด้วยคราวนี้ เกือบไปลำพูน เหอๆๆ

แต่ก็ถามทางไปเรื่อยๆจนถึงบ้านโดยสวัสดิภาพประมาณ 5 ทุ่ม นิสัยหลงทาง จำทางไม่ได้ ดูท่าจะแก้ไม่หายนะเรา .....

ผ่านไปอีกหนึ่งคืนในเชียงใหม่ ราตรีสวัสดิ์

 

วันอาทิตย์ที่ 7 ธ.ค.

ตื่น 7 โมงเช้า โปรแกรมของวันนี้คือ จะไปดูดอกซากุระ (พญาเสือโคร่ง) ที่ยังไม่บาน ณ ขุนช่างเคี่ยน

หลังจากโซ้ยข้าวซอยเป็นมื้อเช้าเรียบร้อย ก็พร้อมลุยเต็มที่ มอไซค์ 2 คัน กับคน 3 คน

 

รถเครื่องไต่ไปตามทางผ่านดอยสุเทพขึ้นไปอีก 10 กว่ากิโล ผ่านพระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ เลยไปถึงดอยปุย

ตรงทางเข้าดอยปุยจะมีทางแยกไปยังขุนช่างเคี่ยน มีจุดชมวิว จุดกางเต้นท์ แต่ไม่เป็นที่แพร่หลายเท่าไหร่ จึงยังสงบกำลังดี ไม่พลุกพล่าน

และต้องเข้าไปลึกพอสมควรกว่าจะเจอต้นพญาเสือโคร่ง ซึ่งคณะเกษตรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นผู้ดูแลพื้นที่ส่วนนี้อยู่

แถมยังทะลึ่งมีร้านกาแฟเล็กๆบนนี้เสียด้วย ให้เหล่านักเดินทางบ้าบอเช่นพวกเราบุกป่าฝ่าดงเพื่อขึ้นมาจิบกาแฟอาราบิก้า 1 ถ้วย

 

ต้นพญาเสือโคร่งที่โกร๋น เตียน มีแต่กิ่งแห้งๆ อย่าว่าแต่ดอกเลย แค่ใบซักใบก็ยังไม่คิดจะผุดขึ้นมา 

แต่ฉันมองด้วยความชื่นชม และจินตนาการไปถึงวันที่พวกเธอบานเต็มต้น คงสวยงามน่าดูชม ไม่แพ้เทศกาลชมซากุระที่ญี่ปุ่นเลยเชียว

 

เวลาบนนี้เดินเร็วทีเดียว เพราะหนทางแสนทรหด กว่าจะผ่านพ้นแต่ละช่วงไปได้ก็เล่นเอาตูดส์ระบม เผลอแป๊บๆก็บ่ายแก่ๆเสียแล้ว

 

อาหารมื้อสุดท้ายของทริปนี้ พี่เก๋พาไปกินที่ Mr.Chan ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องพิซซ่าและสเต็กสุดอร่อย ....

หรูหรา หน้าตาดี อร่อยเหาะจริงๆจ๊ะ สเต็กชิ้นเบ่อเริ่มก็โซ้ยซะหมดเกลี้ยงเลย

พอหม่ำเสร็จก็ต้องเอามอไซค์ไปคืนซะแล้ว กำลังสนุกอยู่เชียว .....

 

ก่อนจะได้เวลาขึ้นรถกลับกรุงเทพฯ ตอน 2 ทุ่ม ยังเหลือเวลาอีกเกือบ 2 ชั่วโมง

ก็เลยไปเดินถนนคนเดินวันอาทิตย์ แถวประตูท่าแพ (คนเชียงใหม่ขยันเดินเนอะ)

ซื้อของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้าน ฝากคนอื่นบ้างฝากตัวเองบ้าง เสียทรัพย์ไปหลายอยู่

 

และแล้ว............เวลาที่ไม่รอคอยก็มาถึง กลับไปเก็บของที่บ้านพี่เกด แบกเป้ใบโตไปยังขนส่งอาเขต เตรียมขึ้นรถกลับบ้าน ....

เวลา 2 ทุ่มตรง รถทัวร์ของเชิดชัยเคลื่อนออกจากอาเขตช้าๆ ฉุดกระชากลากจูงฉันกลับไปเผชิญโลกแห่งความจริงอีกครั้ง

ฉันนั่งทบทวนเรื่องที่ผ่านมาเพียงลำพัง ข้างกายปราศจากสิ่งมีชีวิตอื่นใด ความรู้สึกหลายอย่างปะปนกันอย่างแยกไม่ออก

แต่อย่างน้อยฉันก็ทำสำเร็จ ที่ได้ออกผจญโลกกว้างกางแขนกางขากางปีกออกบินด้วยตัวเอง

 

- จบการเดินทาง -

edit @ 12 Dec 2008 14:30:44 by babyshamPoo

edit @ 12 Dec 2008 14:35:59 by babyshamPoo

Comment

Comment:

Tweet

อยากทำแบบนี้บ้างจัง ผมชอบเวลาที่อยู่บนรถ ได้มองสองข้างทาง คิดอะไรเพลินๆ เพราะเราไม่ต้องแบกรับความรับผิดชอบมาขับรถ มันเป็นการปลดปล่อยจิงๆ

Hot!

#2 By นู๋ดำ ดอท X-Teen on 2011-02-11 17:41

สุดยอดเลยน้อง.. ปีใหม่พี่จะได้ไปชิลขนาดนี้ป่ะเนี่ย
ดีใจด้วยนะจ๊ะ ที่ได้ไปเจอะเจอสิ่งที่เป็นความทรงจำดีๆ แล้วยังปลอดภัยกลับมา..
สงสัยต้องหาเวลาชวนน้องปูแบ็คแพ็คเข้าลาวซะแล้ว.. สนป่าว.. เข้าหนองคายมาออกที่เชียงใหม่
ต้องใช้เวลาสักกี่วันหนอ.. ^ ^

#1 By แอ้ on 2008-12-12 10:14